Montessori

ปรัชญามอนเทสซอรี

กระบวนการสอนแบบมอนเทสซอรี ดร.มาเรีย มอนเทสซอรี ชาวอิตาลี ผู้ริเริ่มคิดและจัดตั้งวิธีการสอนจากความเชื่อในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นว่า จุดมุ่งหมายในการศึกษานั้นไม่ใช่การนำความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้ศึกษาเรื่องต่าง ๆ ไปตามความต้องการตามธรรมชาติ

การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามขั้นตอนของความสามารถนั้น ควรจะต้องพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน

การสอนแบบมอนเทสซอรีเกิดขึ้นมาจากการที่ ดร.มาเรีย มอนเทสซอรี สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็กไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น แนวคิดของเธอถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบันกว่า 22,000 โรงเรียนใน 100 ประเทศ

การศึกษาแบบมอนเทสซอรี

จุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบมอนเทสซอรี คือการช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กในวิถีต่าง ๆ เพื่อให้เด็กก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของการพัฒนาการ มีอิสระในการเลือกศึกษาจากอุปกรณ์การเรียนรู้ที่จัดไว้อย่างเหมาะสม ตามความสนใจและความรู้สึกของตัวเด็ก เป็นการจัดระบบของตนเอง มีวินัยในตนเอง รักที่จะศึกษาเรื่องต่าง ๆ เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของชีวิต โดยจะต้องได้รับการแนะนำจากคุณครูที่ได้รับการฝึกสอนแบบมอนเทสซอรี

การเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิต

เด็กที่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนแบบมอนเทสซอรี พบว่ามีวิธีคิดแก้ปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม มีความคิดเป็นของตนเอง มีแรงกระตุ้นที่จะศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตามความต้องการของตนมีความมั่นใจในตัวเอง มีความคิดดีและมีความสุข

จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เรียนในหลักสูตรมอนเทสซอรีไม่เพียงแต่มีความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในชั้นประถมเท่านั้น แต่มีความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน บุคคลผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกและผู้มีชื่อเสียงหลายคนล้วนบอกว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จมาจากการศึกษาในโรงเรียนมอนเทสซอรี ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง รู้จักตนเองมากขึ้น ช่วยส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นนิสัยที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กๆ

การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ดร.มาเรีย มอนเทสซอรีสังเกตเห็นเด็กชอบปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองและนั่นเองคือสำคัญที่เด็กจะต้องได้รับการฝึกหัดที่ถูกต้องเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างชำนาญ ดังนั้นในห้องเรียนมอนเทสซอริผู้ปกครองจะได้เห็นเด็ก ๆ ทำการซักล้าง ทำความสะอาด ทำอาหาร ทำกิจวัตรต่าง ๆ อย่างแท้จริง การทำกิจกรรมฝึกกิจวัตรต่าง ๆ ช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกันของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย และการบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มสมาธิ ความรู้สึกเป็นอิสระ ความรับผิดชอบ ความพึงพอใจในตนเองของเด็ก และช่วยส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ส่วนร่วมในสังคม

สื่อการเรียนรู้

ในห้องเรียนมอนเทสซอรีมีสื่อการเรียนรู้เฉพาะด้าน อยู่มากมายครอบคลุมการเรียนรู้พื้นฐานในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทำให้เด็กมีความสนใจและเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นมีความสนใจเรื่องต่าง ๆ อย่างมาก ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะต่าง ๆ ตามความต้องการได้อย่างมาก ดร.มาเรีย มอนเทสซอรีเน้นการฝึกฝนประสาทสัมผัสมาเป็นอันดับแรกก่อนการพัฒนาทางด้านสติปัญญา และเธอยังได้คิดค้นสื่อการเรียนรู้เฉพาะด้านขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางให้เด็ก ๆ ค้นหาความสนใจของตน

ภาษา

จากการวิจัยในปัจจุบันเห็นตรงกับทฤษฎีของ ดร.มาเรีย มอนเทสซอรียืนยันว่า เด็กช่วงอายุ 3-6 ปี มีความสามารถในการซึมซับเรียนรู้ด้านภาษาได้ดีที่สุด และมีความต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาด้านภาษาเป็นอย่างมาก การศึกษาคำศัพท์ในเด็กวัยนี้คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะการันตีการอ่านออกเขียนได้ในอนาคตของเด็ก ซึ่งจะนำไปสู่การศึกษาที่ดีในอนาคตต่อไป การจัดสภาพห้องเรียนแบบมอนเทสซอริช่วยให้เด็กได้ฝึกทำความคุ้นเคยกับตัวอักษร การผสมคำ การเรียบเรียงประโยค โดยใช้อุปกรณ์สื่อเฉพาะทาง และจากคำแนะนำของครูผู้สอน

คณิตศาสตร์

ดร.มาเรีย มอนเทสซอริเชื่อว่าเด็กมีกระบวนการคิดแบบคณิตศาสตร์ และเธอปฏิวัติการสอนเลขโดยการใช้ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ มีการสอนโดยใช้อุปกรณ์รูปธรรมในการนับจำนวน มีสื่อเฉพาะทางมากมายเพื่อให้เด็กเห็นภาพชัดเจน มีการสัมผัส ใช้ความรู้สึก ก่อนที่จะสอนเรื่องนามธรรมโดยใช้ตัวเลข

โลกของเรา

เด็ก ๆ มักมีความสงสัยมากมาย และรักที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวและสรรพสิ่งต่าง ๆ บนโลก การเรียนแบบมอนเทสซอริพยายามช่วยให้เด็กเข้าใจสภาพความเป็นไปต่าง ๆ ของโลกใบนี้โดยใช้สื่อต่าง ๆ หลากหลายหมาวดที่เข้าใจง่าย สวยงาม สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องชีวภาพ ภูมิศาสตร์ สัตววิทยา วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และสังคม

ตัวอย่างบุคคลผู้มีชื่อเสียง ที่เคยศึกษาในระบบ Montessori

Prince William, Duke of Cambridge

พระโอรสพระองค์ใหญ่ในเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์

Prince Harry, Duke of Sussex

พระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์

Prince George of Cambridge

พระโอรสพระองค์แรกในเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์

Larry Page

ผู้ก่อตั้งบริษัท Google

Sergey Brin

ผู้ก่อตั้งบริษัท Google

Bill Gates

ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft

Will Wright

ผู้สร้างเกม “The Sims”

Jimmy Wales

ผู้ก่อตั้ง Wikipedia

Katharine Graham

CEO ของ The Washington Post